แนะแนวทางการศึกษาในประเทศเยอรมนี

จาก สารานุกรมสนทย
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

ก่อนเดินทางมาเยอรมนี

เมื่อตัดสินใจมาเรียนที่เยอรมนีแล้ว สิ่งที่เพื่อนๆ ควรเตรียมตัวมาบ้างก่อนการเดินทางก็คือ

ภาษา

ปกติแล้วนักศึกษาไทยที่ตัดสินใจมาศึกษาต่อในประเทศเยอรมนีจะมีโอกาสเรียนภาษาเยอรมันก่อนการเดินทางมาเรียนต่อค่อนข้างน้อย เนื่องจากสถาบันสอนภาษาเยอรมันในประเทศไทยยังมีอยู่ไม่มาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพูดภาษาเยอรมันได้บ้างเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการอยู่ที่ประเทศเยอรมนี นักศึกษาจึงควรจะเตรียมตัวด้านภาษาเยอรมันให้มากที่สุดเท่าที่ระยะเวลาที่มีอยู่จะเอื้ออำนวย

ทั้งนี้ การเรียนภาษาเยอรมันในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องไปเรียนที่สถาบันสอนภาษาเกอเธ่อย่างเดียว นักศึกษาสามารถติดต่อขอเรียนกับอาจารย์สอนภาษาเยอรมันตามมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือขอให้เพื่อนหรือคนรู้จักช่วยสอนพิเศษภาษาเยอรมันให้ หรือจะเรียนจากเทปสอนภาษาก็ได้

การตรวจร่างกาย

นักศึกษาควรจะทำการตรวจร่างกายก่อนเดินทางมาเยอรมนี เพื่อที่จะไม่ประสบปัญหาทางด้านสุขภาพเมื่อมาศึกษาต่อในเยอรมนีแล้ว นอกจากนี้ สถานทูตเยอรมันยังต้องการหลักฐานการตรวจร่างกาย รวมทั้งภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์ ประกอบการขอวีซ่าด้วย

เอกสารสำคัญต่างๆ

รายละเอียดในการติดต่อขอเอกสารเหล่านี้สามารถดูได้ในส่วนของ คำถามที่พบบ่อย เอกสารเหล่านี้ควรถ่ายสำเนาเก็บไว้กับตัวและในที่ปลอดภัยด้วย สิ่งของจำเป็น

เสื้อผ้า

หากเดินทางมาถึงราวเดือนกันยายนถึงมีนาคม ควรเตรียมเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวมาบ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องเตรียมมาทั้งหมด เพราะเสื้อผ้าของเมืองไทยบางครั้งไม่เหมาะสมกับอากาศที่เยอรมนี หากเดินทางมาช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนซึ่งมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับเมืองไทย สามารถใช้เสื้อผ้าหน้าร้อนของเมืองไทยได้

หม้อหุงข้าว

การรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นเรื่องแพง นักศึกษาไทยที่เยอรมนีนิยมทำอาหารรับประทานเอง เพราะประหยัดและถูกปากกว่า ข้าวไทยและเครื่องปรุงต่างๆ สามารถหาซื้อได้ตามร้านเอเชียของแต่ละเมือง กระแสไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านคือ 220 Volt เท่ากับที่เมืองไทย

ปลั๊กไฟฟ้าแบบกลม

เนื่องจากปลั๊กไฟในเยอรมันเป็นแบบขากลมแต่เครื่องไฟฟ้าจากเมืองไทยมักเป็นขาแบน adapter ที่ใช้เปลี่ยนสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในเยอรมนีเช่นกัน

ได้แก่ นาฬิกาปลุก สมุดจดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่สำคัญ เข็มและด้าย ยารักษาโรคประจำตัว

การติดต่อกับนักศึกษาไทยในเยอรมนี

หากเป็นไปได้ นักศึกษาควรติดต่อกับนักศึกษาไทยหรือคนไทยในเยอรมนีที่รู้จักก่อนเดินทาง เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการหาที่พัก หรือการติดต่อขอข้อมูล ศูนย์กลางการติดต่อ คือ สมาคมนักเรียนไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ ส.น.ท.ย. ทางสมาคมมีฐานข้อมูลนักศึกษาไทยในเยอรมนีและยุโรป สามารถหาคนไทยที่อยู่อาศัยในเมืองที่คิดจะเิดินทางไปอยู่ หรือหาเพื่อนที่เรียนอยู่ในมหาิวิทยาลัยที่สนใจจะไปเรียนได้ เว็บไซต์ฐานข้อมูลของทางสมาคมคือ http://www.schuai.net/dbtse/

เงินติดตัว

นักศึกษาควรแลกเงินสดติดตัวไว้ประมาณ 500 ยูโรก่อนเดินทาง และเพื่อความสะดวกในการรับโอนเงินจากเมืองไทย และการใช้เงินในระยะแรกก่อนที่จะได้เปิดบัญชีที่ประเทศเยอรมนี นักศึกษาควรจะเปิดบัญชีกับธนาคารในประเทศไทย และขอบัตรที่ใช้เบิกเงินจากเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติในต่างประเทศได้ ค่าธรรมเนียมในการเบิกแต่ละครั้งประมาณ 4 ยูโร แล้วแต่ธนาคารที่ใช้บริการ

กำหนดการเดินทาง

ไม่ควรเดินทางมาถึงในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ เนื่องจากสถานที่ราชการในเยอรมนีปิดบ่ายวันศุกร์ วันเสาร์และวันอาทิตย์ ส่วนร้านค้าเปิด วันจันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 20.00 น. ตามเมืองเล็กๆ เวลาปิดเร็วกว่านี้ ส่วนวันอาทิตย์ร้านค้าต่างๆ ปิดหมด

เมื่อถึงที่สนามบิน

ในสนามบินนั้นจะมีหน่วยบริการให้ข้อมูลแก่ผู้โดยสาร นักศึกษาสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ซื้อตั๋วรถไฟ การซื้อตั๋วนั้น เพียงแต่บอกชื่อเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทาง สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางทางรถไฟในเยอรมันได้ีที่ www.bahn.de

เมื่อเดินทางถึงเมืองแล้ว ก็สามารถขึ้นรถแท็กซี่หน้าสถานีรถไฟไปยังที่อยู่ที่ต้องการได้


ที่พัก

การหาที่พักชั่วคราวในคืนแรกๆ สามารถสอบถามได้จากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว (Tourist Information) แต่ละเมืองจะตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Tourist Information จะมีรายชื่อโรงแรม เกสต์เฮาส์ หรือ Youth Hostel (Jugendherberge: http://www.jugendherberge.de/html/index.jsp) ซึ่งมีราคาไม่แพงนัก สำหรับ Youth Hostel นั้น ถ้านักศึกษายังไม่มีบัตรสมาชิก นักศึกษาต้องทำบัตรสมาชิกก่อนเข้าพัก

นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมสำหรับ backpacker ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำบัตรสมาชิกก่อน ก็สามารถเข้าพักได้ ราคาและคุณภาพมีให้เลือกมากมายหลายระดับ สามารถค้นหาได้จากเวบค้นหาทั่วไป เช่น google หรือ เวบค้นหา hostel โดยเฉพาะ เช่น http://www.hostelworld.com/english/hostels.php

แต่ถ้าหากนักศึกษาได้สมัครเรียนภาษากับสถาบันสอนภาษาเกอเธ่ หลังจากรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สถาบันแล้ว เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้จัดหาที่พักในหอพักของสถาบันสอนภาษาให้เอง หรือจัดให้อยู่ในห้องแบ่งให้เช่าของชาวเยอรมันซึ่งทำสัญญาเช่ากับสถาบันสอนภาษา

ขอแนะนำว่าให้เลือกอยู่หอพักรวมกับเพื่อนนักศึกษาต่างชาติมากกว่าที่จะอยู่ห้องแบ่งให้เช่าของชาวเยอรมัน เนื่องจากการอยู่หอพักมีโอกาสฝึกภาษาและมีกิจกรรมให้ทำมากกว่า และส่วนใหญ่แล้ว การอยู่ห้องแบ่งให้เช่าของชาวเยอรมัน ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับการอยู่ Family ของนักเรียนทุนแลกเปลี่ยน แต่เป็นลักษณะแบ่งห้องให้เช่าทั่วไป

นักศึกษามีสิทธิ์ที่จะเลือกที่พักของตนได้ เนื่องจากได้ชำระเงินให้กับสถาบันสอนภาษาแล้ว อย่างไรก็ตาม ควรจะแสดงออกโดยการขอร้องอย่างสุภาพ

เมื่อถึงเยอรมนี

การหาที่อยู่

หลังจากที่ได้รับใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย (Zulassungsbescheid) นักศึกษาสามารถใช้เอกสารนี้เป็นหลักฐานในการสมัครขออยู่หอพักของมหาวิทยาลัยนั้นได้ อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยไม่สามารถจะรับรองได้ว่านักศึกษาจะได้ห้องในหอพักของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าหอพักมีห้องพักเพียงพอหรือไม่ และมีคนสมัครหอพักของมหาวิทยาลัยมากน้อยเพียงใด ต้องรอตามลำดับที่สมัครไว้จึงจะได้ห้อง

แต่ถ้าหากนักศึกษามีความประสงค์ที่จะได้ห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัยจริงๆ ก็ควรจะแสดงเหตุผลให้ทางมหาวิทยาลัยทราบว่ามีความจำเป็นอย่างไรบ้าง เป็นต้นว่า เพิ่งย้ายเข้ามาเมืองนี้ใหม่ยังไม่มีที่พัก และไม่ทราบว่าจะหาห้องพักด้วยตนเองอย่างไร เพราะยังไม่รู้จักเมืองนี้ดี หรืออาจจะอ้างว่ารายได้น้อย และไม่สามารถจะพักห้องเช่าที่ไม่ใช่ของมหาวิทยาลัยได้ หรืออาจจะใช้วิธีหมั่นโทรศัพท์ไปถามว่ามีห้องว่างหรือยัง เพื่อที่ทางมหาวิทยาลัยจะได้รับทราบว่าเรามีความต้องการห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก และอาจจะให้ความเห็นใจพยายามหาห้องว่างให้เราเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม นักศึกษาบางคนอาจจะไม่คุ้นกับสภาพห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาด 10-12 ตารางเมตร บางแห่งอาจจะต้องใช้ห้องน้ำ ห้องครัว รวมกับคนอื่น ข้อเสียที่มีก็คือ หอพักนักศึกษามักจะมีเสียงดัง และปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่ร่วมหอพักเดียวกัน เป็นต้นว่า ห้องครัวรวมสกปรก เนื่องจากเกี่ยงกันทำความสะอาด หรือห้องที่อยู่ติดกันเปิดเพลงเสียงดัง ในขณะที่อีกห้องหนึ่งต้องอ่านหนังสือสอบ ข้อดีของการอยู่หอพักคือ ในกรณีที่นักศึกษาไม่รู้จักใครเลย ก็จะมีโอกาสทำความรู้จักกับคนอื่นที่อยู่หอพักเดียวกันได้ง่าย เนื่องจากที่หอพักมักจะจัดกิจกรรมร่วมกันค่อนข้างบ่อย

หากนักศึกษาไม่ต้องการอยู่หอพักมหาวิทยาลัย ก็สามารถหาห้องเช่าในลักษณะอื่น ๆ ได้ เป็นต้นว่า ห้องแบ่งให้เช่า อพาร์ตเมนต์ให้เช่า หรืออยู่ห้องเช่ารวมกับผู้อื่น (Wohngemeinschaft หรือ WG)

แหล่งข้อมูลสำคัญในการหาที่พักคือ หนังสือพิมพ์ประจำเมืองนั้น และหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อว่า Sperrmüll ซึ่งจะออกทุกอาทิตย์ วันที่ออกประจำก็จะต่างกันไปแล้วแต่เมือง หนังสือพิมพ์ประเภทนี้จะมีประกาศต่างๆ หัวข้อที่ต้องดูคือ เรื่อง Vermietungen, Wohnungen, Zimmer, WG และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการให้เช่าที่พัก

ในมหาวิทยาลัยเองนักศึกษาสามารถไปที่กองกิจการนักศึกษา (Studentenwerk) หรือ AStA หรือ Akademisches Auslandsamt (International Office) โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ นักศึกษาจะได้รับเบอร์โทรศัพท์ รายละเอียดห้อง ที่ตั้ง นักศึกษาต้องติดต่อกับเจ้าของห้อง นัดดูห้องด้วยตนเอง จากนั้นจึงตัดสินใจว่าจะเช่าห้องหรือไม่

นอกจากนี้ตามแผ่นประกาศ (Schwarzbrett) ในมหาวิทยาลัยเอง จะมีประกาศหาคนเช่าห้องอยู่มากมาย นักศึกษาไม่ควรกังวลว่าอาจจะหาห้องไม่ได้ หากหาที่อยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม ได้แก่ช่วงเวลาหลังปิดเทอม หรือก่อนเปิดเทอมประมาณ 1-2 เดือน และหากถือหลัก “ยิ่งเร็วยิ่งดี” ในการติดต่อ จะมีห้องว่างให้เลือกค่อนข้างมาก สิ่งที่ยากกว่าคือการหาห้องเช่าที่ถูกใจ ซึ่งก็คือเรื่องห้องน่าอยู่ เจ้าของบ้านใจดี ค่าเช่าไม่สูงเกินไป การคมนาคมสะดวกนั่นเอง

ข้อแนะนำในการใช้โทรศัพท์ติดต่อเพื่อนัดดูห้อง

  1. ห้องนั้นตกแต่งแล้วหรือไม่ ค่าเช่าห้องที่ตกแต่งแล้ว (möbliert) ปกติจะสูงกว่าห้องที่ยังไม่ตกแต่ง (unmöbliert) แต่ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องหาเครื่องเรือนมาใส่ห้องเอง โดยปกติห้องที่ตกแต่งแล้วจะมีเตียง ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของ โต๊ะเขียนหนังสือ และเก้าอี้
  2. อัตราค่าเช่าห้องรวมค่าอะไรบ้าง ต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟเองหรือไม่ หรือรวมอยู่กับค่าเช่าบ้านแล้ว มีค่าอื่นนอกเหนือจากค่าเช่าห้องที่ผู้เช่าต้องจ่ายหรือไม่ เป็นต้นว่า ค่าเก็บขยะ ค่าจ้างคนทำความสะอาด ค่าภาษีห้อง เราต้องถามเจ้าของบ้านอย่างละเอียด
  3. ค่าเช่าห้องนั้น มีอยู่ด้วยกันสองแบบ คือ Kaltmiete ซึ่งเป็นเพียงค่าห้องอย่างเดียว (ไม่รวมน้ำ ไฟ heater, ฯลฯ) อีกแบบคือ Warmmiete คือ Kaltmiete + Nebenkosten ซึ่งมักจะรวมค่าเก็บขยะ ค่าทำความสะอาดบันได ค่ากวาดถนนสำหรับหน้าหนาว เจ้าของห้องบางที่ก็รวมค่าน้ำและค่า heater อยู่ใน Nebenkosten นี้แล้ว อย่างไรก็ดี การถามให้ละเอียดอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น จะเป็นการดีที่สุด
  4. โดยทั่วไปแล้วผู้เช่าจะต้องวางเงินมัดจำ (Kaution) เป็นจำนวนสองเท่าของ Kaltmiete และจะได้รับเงินคืนเมื่อย้ายออก ดังนั้นควรจะเตรียมเงินก้อนหนึ่งสำหรับมัดจำห้องกับเจ้าของบ้านไว้ด้วย
  5. ห้องน้ำ-ห้องครัวใช้อย่างไร ใช้รวมกับเจ้าของบ้านหรือไม่ เจ้าของบ้านบางคนไม่ค่อยพอใจถ้าหากผู้เช่าใช้ห้องน้ำ-ห้องครัวบ่อย เพราะคนเยอรมันบางคน (ส่วนน้อย) ไม่อาบน้ำทุกวัน หรือทำอาหารทุกวัน ต่างกับคนเอเชีย ทำให้ถูกมองว่าสิ้นเปลืองค่าน้ำ-ค่าไฟเพิ่มขึ้น
  6. ห้องเช่านั้นอยู่ในบ้านหลังเดียวกับเจ้าของบ้านหรือไม่ เพราะบางครั้งมักจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่า อาจจะทำอะไรไม่สะดวกใจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนบุคคลด้วย เพราะฉะนั้น จึงควรดูด้วยว่าพอจะเข้ากับเจ้าของบ้านได้ไหม หากเป็นไปได้ควรจะเลือกห้องเช่าที่อยู่แยกต่างหากเป็นสัดส่วน แต่ส่วนใหญ่แล้ว ด้วยลักษณะอ่อนน้อมของคนเอเชีย มักไม่ค่อยมีปัญหาเกิดขึ้น
  7. การคมนาคมเป็นอย่างไร อยู่ที่นั่นแล้วไปไหนมาไหนสะดวกหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วห้องที่อยู่ใกล้ตัวเมืองจะมีเสียงดังมากกว่าห้องที่อยู่เขตชานเมือง

เมื่อนักศึกษานัดดูห้องแล้ว ในการไปพบปะพูดคุยกับเจ้าของห้อง ควรสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของห้อง โดยการแต่งกายสุภาพ บอกระยะเวลาที่อยู่อย่างชัดเจน และสร้างความมั่นใจในเรื่องการจ่ายค่าเช่า

หากนักศึกษาพอใจในห้องนั้น และเจ้าของห้องยินดีที่จะทำสัญญากับนักศึกษา ก็สามารถตกลงทำสัญญาเช่ากันได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขสำคัญในสัญญาโดยละเอียด ได้แก่

  1. การกำหนดระยะเวลาการเช่าชัดเจน หากจะย้ายออกก่อนกำหนดมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง เป็นต้นว่า ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน หรือต้องหาคนมาเช่าต่อให้ได้ โดยต้องหาคนมาให้เจ้าของบ้านพิจารณา 3 คน หรือต้องทาสีห้องก่อนคืนห้องหรือไม่
  2. ในสัญญาเช่าต้องเขียนค่าใช้จ่ายอื่น (Nebenkosten) แยกไปต่างหากจากค่าเช่าโดยละเอียด
  3. เงื่อนไขการเพิ่มค่าเช่าในแต่ละปีเป็นอย่างไร

ก่อนที่จะลงชื่อในใบสัญญาควรจะอ่านสัญญาเช่าให้เข้าใจ ขอให้ตัดสินใจรอบคอบ ไม่ต้องรีบหรือกลัวว่าจะหาห้องไม่ได้อีกหากไม่ได้ห้องนี้ เพราะหากไม่ถูกใจจริงๆ และทนอยู่ต่อไม่ได้ครบตามสัญญา อาจจะพบปัญหาในตอนย้ายออกก่อนกำหนดอีกมากมาย หากนักศึกษายังมีความรู้ภาษาเยอรมันน้อย ควรจะขอให้เพื่อนที่ใช้ภาษาเยอรมันได้ดีไปเป็นเพื่อนในการพิจารณาอ่านสัญญาด้วย

แจ้งย้ายเข้า-ออก

สิ่งแรกที่ควรทำคือการแจ้งย้ายเข้า ทั้งนี้ นักศึกษาที่เรียนภาษาอยู่กับสถาบันสอนภาษาเกอเธ่ เจ้าหน้าที่จะจัดการเรื่องเอกสารให้ แต่ถ้าไม่มีผู้จัดการให้ นักศึกษาต้องไปแจ้งย้ายเข้าที่ Einwohnermeldeamt ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่ที่ว่าการของเมือง เอกสารที่เตรียมไปได้แก่

  • หนังสือเดินทาง
  • ใบตอบรับจากมหาวิทยาลัย หรือใบรับรองจากสถาบันสอนภาษา
  • ใบรับรองทางการเงิน
  • สัญญาเช่าห้อง หรือจดหมายรับรองจากเจ้าของบ้านที่นักศึกษาพักอยู่ด้วย
  • ใบแจ้งย้ายออกจากเมืองเก่าถ้ามี

หากนักศึกษาต้องย้ายเมือง ก่อนย้ายประมาณ 1 อาทิตย์ ควรไปแจ้งย้ายออก ซึ่งจะได้รับใบยืนยันการย้ายออก เพื่อนำไปใช้แจ้งย้ายเข้าของอีกเมืองหนึ่ง ถ้านักศึกษาย้ายที่อยู่ในเมืองก็ต้องทำการแจ้งย้ายอีกเช่นเดียวกัน การแจ้งย้ายที่อยู่นี้ไม่จำเป็นต้องทำเมื่อนักศึกษาย้ายจากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่งซึ่งอยู่ในตึกเดียวกัน

เมื่อมีการย้ายที่อยู่นักศึกษาควรไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เพื่อแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ (Nachsendung) หากมีจดหมายหรือพัสดุไปรษณีย์ตกค้างไปยังที่อยู่เก่าภายในหกเดือนแรกที่ทำ Nachsendung บุรุษไปรษณีย์สามารถส่งต่อไปยังที่อยู่ใหม่ได้ทันที

นอกจากนี้ ควรไปแจ้งธนาคารที่เราเปิดบัญชีไว้ว่าเราเปลี่ยนที่อยู่แล้ว ทางธนาคารจะได้ส่งจดหมายต่างๆ มาถึงเราได้อย่างถูกต้อง หากไม่แจ้ง และจดหมายถูกตีกลับเป็นจำนวนมาก ทางธนาคารจะทำการหาที่อยู่ของเราเอง และจะหักเงินค่าดำเนินการจากบัญชีของเราโดยอัตโนมัติ

การต่อวีซ่า

นักศึกษาที่เรียนภาษาอยู่กับสถาบันสอนภาษาจะได้รับวีซ่าระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน เมื่อวีซ่าหมดอายุต้องทำเรื่องขอต่ออายุวีซ่ากับกรมต่างด้าวของเยอรมัน (Ausländerbehörde) หลักฐานที่ต้องนำไป ได้แก่

  • หนังสือเดินทาง
  • ใบรับรองสถานภาพการเป็นนักเรียนของสถาบันสอนภาษา
  • หลักฐานทางการเงิน

การต่ออายุวีซ่าเพื่อเรียนภาษานี้ จะทำได้เมื่อระยะเวลาในการเรียนภาษารวมแล้วไม่เกิน 24 เดือน

นักศึกษาในระดับเตรียมมหาวิทยาลัยและในระดับมหาวิทยาลัยมักจะไม่มีปัญหาในเรื่องการต่อวีซ่ามากนัก เพราะหลักฐานที่ใช้มีเพียงใบลงทะเบียนเรียน (Semesterbescheinigung) และหลักฐานรับรองสถานภาพทางการเงิน ซึ่งอาจเป็นบัญชีเงินฝากก็ได้ โดยปกติแล้วจะได้รับการต่อวีซ่าให้ครั้งละ 1-2 ปี แล้วแต่รัฐ

ข้อแนะนำ

  • ควรตรวจดูวันหมดอายุของหนังสือเดินทาง ก่อนหนังสือเดินทางหมดอายุประมาณ 6 เดือน ควรทำเรื่องขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่เสียก่อน
  • ก่อนวีซ่าหมดอายุประมาณ 1-2 สัปดาห์ ควรไปติดต่อขอต่ออายุวีซ่า เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดทำให้การดำเนินการต่ออายุล่าช้าได้ เป็นต้นว่า เอกสารไม่เพียงพอ
  • หากวีซ่าใกล้หมดอายุก่อนย้ายเมือง ควรขอต่ออายุวีซ่าก่อนแจ้งย้ายออก เพราะอาจเกิดปัญหาเมื่อไปขอต่ออายุวีซ่าที่เมืองใหม่ เนื่องจากความล่าช้าในการส่งเอกสารระหว่างเมือง
  • สำหรับผู้ที่กลับเมืองไทยชั่วคราว ควรทำเรื่องขอต่ออายุวีซ่าให้พอดีกับช่วงที่กลับมาอีกครั้ง เพราะหากวีซ่าหมดอายุระหว่างที่อยู่เมืองไทยต้องทำเรื่องขอวีซ่าใหม่อีกครั้งกับสถานทูตเยอรมันในประเทศไทย เนื่องจากสถานทูตเยอรมันที่ประเทศไทยจะมีอำนาจเฉพาะการออกวีซ่าเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจในการต่ออายุวีซ่า การขอวีซ่าใหม่นี้ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานประมาณ 4-6 อาทิตย์
  • หากไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ชาวเยอรมัน เช่น ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่สุภาพ หรือไม่ดำเนินการให้แม้ว่าเอกสารครบถ้วนแล้ว ควรจะขอทราบชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นโดยความสุภาพ แล้วค่อยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงขึ้นต่อไป

การต่ออายุหนังสือเดินทาง

เมื่อหนังสือเดินทางจะหมดอายุ นักศึกษาต้องทำเรื่องขอหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Passport) เล่มใหม่ โดยต้องไปทำเรื่องด้วยตนเองที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน หรือ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงเฟิร์ต

เอกสารสำคัญประกอบการยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ของผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป คือ

  • บัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือสำเนา หรือทะเบียนบ้านไทยแบบใหม่ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือ สำเนา
  • หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ/นามสกุล (หากมี)
  • สำเนาทะเบียนสมรส (หากมี)
  • สำเนาทะเบียนบ้านเยอรมัน (หากมี)
  • หนังสือเดินทางเล่มเดิม
  • สำเนาเอกสารประกอบทั้งหมด 1 ชุด

ทั้งนี้ จนท.อาจขอเอกสารเพิ่มเติมที่จำเป็น ตามแต่กรณี โดยมีค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 30 ยูโร และค่าอากรแสตมป์ 1 ยูโร

สำหรับเด็กอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ต้องมีสูติบัตรมาแสดงทุกครั้ง และผู้ปกครองหรือบิดาและมารดาจะต้องมาลงชื่อยินยอมในคำร้องพร้อมกัน กรณีที่บิดาและมารดาหย่าร้าง หรือบิดาหรือมารดามีสิทธิปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว บิดาหรือมารดาต้องมาลงชื่อยินยอมพร้อมกับนำหลักฐานแสดงสิทธิปกครองบุตร เช่น ทะเบียนหย่า หรือ ปค.14 หรือ คำสั่งศาลที่ระบุคำสิทธิในการปกครองบุตรมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน หรือสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงเฟิร์ต ด้วย

สถานที่ติดต่อ

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน 
Königlich Thailändische Botschaft
Lepsiusstrasse 64/66
12163 Berlin
Tel. (49) 030-794-810
Fax. (49) 030-7948-1511
Email: thaiber@snafu.de 
URL: www.thaiembassy.org/berlin 
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงเฟิร์ต
Royal Thai Consulate-General
Kennedyallee 109,
60596 Frankfurt am Main
GERMANY
Tel. (49) 069-69 86 82 05
Fax. (49) 069-69 86 82 28
Email: thaifra@mfa.go.th
URL: www.thaiembassy.org/frankfurt 

รายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับการขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่สามารถเข้าไปดูได้ในเวบไซด์ของสถานทูตฯ หรือสถานกงสุลใหญ่ฯ

ประกันสุขภาพ

ติดตามรายละเอียดได้ที่ ประกันสุขภาพ

การเดินทาง

รถยนต์

ในปีแรกที่มาอยู่ในเยอรมนีสามารถใช้ใบขับขี่นานาชาติในการขับรถได้ หลังจากนั้นต้องทำใบขับขี่ของเยอรมัน บริษัทให้เช่ารถได้แก่ Sixt, Hertz, Europcar, Alamo เป็นต้น ถ้าเช่าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีราคาถูกลง ในขณะเช่ารถควรทำประกันแบบ Vollkasko และถ้าเช่าไปในประเทศที่มีอัตราการขโมยรถสูงควรทำประกันรถหายไว้ด้วย

ส่วนการทำใบขับขี่รถยนต์ของเยอรมันนั้น จะต้องไปสมัครเรียนกับโรงเรียนสอนขับรถยนต์เสียก่อนจึงจะสอบใบขับขี่ได้ ค่าใช้จ่ายในการเรียนขึ้นกับจำนวนชั่วโมงที่เรียน อัตราโดยทั่วไปประมาณ 1000-1500 ยูโร ขึ้นกับความสามารถของผู้เรียน

รถไฟ

อัตราค่าโดยสารของรถไฟชั้น 2 ของการรถไฟเยอรมัน Deutsche Bundesbahn (DB: www.bahn.de) แตกต่างกันไป ขึ้นกับชนิดของรถไฟ

  • รถไฟระยะใกล้ (Nahverkehr) ได้แก่ Regional Bahn (RB), Regional Express (RE) และ Stadt Express (SE) วิ่งระยะทางไม่ไกลนัก จอดแวะตามสถานีรายทางบ่อย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม
  • รถไฟระยะไกล นอกจากค่าโดยสาร ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มตามระยะทาง รถไฟทางไกลได้แก่
  • D (Schnellzug) วิ่งระยะทางไกลกว่าประเภทแรก ไม่จอดตามสถานีเล็ก
  • EC (Eurocity), IC (Intercity) วิ่งระยะไกล จอดเฉพาะสถานีใหญ่ รถไฟแบบ EC และ IC จะวิ่งระยะทางไกลกว่าและด้วยความเร็วสูงกว่ารถไฟแบบ D
  • ICE (InterCityExpress) วิ่งระยะไกลด้วยความเร็วสูงกว่า 230 km/h ซึ่งหมายถึงค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้น

ตั๋วรถไฟปกติซื้อได้ที่สถานีรถไฟหรือบริษัททัวร์ (Reisebüro) หรือที่ตู้จำหน่ายตั๋วรถไฟอัตโนมัติ หากไม่สามารถซื้อจากเคาน์เตอร์บริการได้ทันก่อนรถไฟออก สามารถขอซื้อจากคนตรวจตั๋วได้ แต่จะเสียค่าปรับ นอกจากนี้เคาน์เตอร์บริการยังให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดในการเดินทางด้วย

ในเยอรมนีและยุโรป การรถไฟถือว่าเป็นการคมนาคมที่สำคัญ ผู้คนส่วนใหญ่นิยมเดินทางโดยรถไฟเนื่องจากสะดวกและรวดเร็ว ค่ารถไฟมีราคาแพงมาก บางครั้งแพงกว่าค่าตั๋วเครื่องบินในเส้นทางเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีวิธีประหยัดค่ารถไฟ ดังนี้

  • BahnCard เป็นบัตรใช้ซื้อตั๋วรถไฟในเยอรมนีในราคาลดลงไปอีก 25% หรือ 50% บัตรมีอายุ 1 ปี
  • Schönes Wochenende Ticket ตั๋วราคา 30 ยูโร หากซื้อจากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ หรือทางอินเตอร์เนต ราคา 32 ยูโร หากซื้อจากเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว (ราคาของปี 2548-49) เดินทางได้ 5 คน ใช้สำหรับรถไฟระยะใกล้ เฉพาะวันเสาร์หรือวันอาทิตย์วันใดวันหนึ่งเท่านั้น ระยะทางไม่จำกัด ในบางเมืองสามารถใช้ตั๋วนี้ขึ้นรถราง รถบัส และรถไฟใต้ดินประจำเมืองที่ไม่ได้เป็นของ DB ได้ด้วย เช่น AVV (Aachener Verkehrsverbund), MVV (Münchener Verkehrs- und Tarifverbund), VVS (Verkehrs- und Tarifverbund Stuttgart)
  • Sparpreis 25&50 เป็นตั๋วไป-กลับ จะได้ลดค่ารถไฟ 25% และ 50% ตามลำดับ ผู้เดินทางต้องซื้อตั๋วก่อนวันเดินทางเป็นเวลาอย่างต่ำ 3 วัน ตั๋วแบบนี้มีจำนวนจำกัดต่อขบวนรถไฟ เพราะฉะนั้นหากมีแผนการเดินทางที่แน่นอนแล้ว ควรติดต่อซื้อตั๋วโดยทันที ตั๋ว Sparpreis 50 ต้องเป็นตั๋วไป-กลับ ที่มีวันเสาร์หรือวันอาทิตย์คั่นกลาง

นอกเหนือจากนั้น ผู้ร่วมเดินทาง 1-4 คนก็จะได้ส่วนลดอีกคนละ 50% จากค่ารถไฟสุทธิของเจ้าของตั๋วคนแรก และถ้ามี Bahncard ก็สามารถลดค่ารถไฟได้อีก 25% การคืนตั๋วและเปลี่ยนตั๋วก่อนวันเดินทาง 1 วันไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สำหรับตั๋วราคาปรกติ สำหรับตัวราคาพิเศษเช่น Plan&Spar จะเสียค่าธรรมเนียม ดังนั้นการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าจะช่วยประหยัดค่าเดินทางได้มากทีเดียว

  • Gruppe&Spar ตั๋วประเภทนี้ใช้ได้เมื่อเดินทางเป็นกลุ่มตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป
    • Gruppe&Spar 50: จะได้ลดค่ารถไฟ 50% จากราคาปกติ
    • Gruppe&Spar 60: จะได้ลดค่ารถไฟ 60% ถ้าจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันก่อนเดินทาง
    • Gruppe&Spar 70: ค่ารถไฟจะลดลง 70% ถ้าจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วันก่อนเดินทาง

อื่น ๆ รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่สถานีรถไฟ หรือสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 11861 สำหรับตารางรถไฟที่เบอร์ 0180 150 7090

Mitfahrgelegenheit

เป็นการเดินทางร่วมกันโดยอาศัยรถยนต์ของผู้ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน โดยมีการแชร์ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นักศึกษาสามารถดูตามป้ายประกาศในมหาวิทยาลัย หรือติดต่อมายัง Mitfahrzentrale เสียค่าบริการครั้งละประมาณ 10-20 ยูโร ทั้งนี้ อัตราค่าโดยสารสูงสุดจะถูกกำหนดโดย Mitfahrzentrale ค่าใช้จ่ายในการเดินทางประเภทนี้ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการเดินทางประเภทอื่น


เครื่องบิน

ให้สอบถามราคาจากบริษัททัวร์เกี่ยวกับราคาตั๋วเครื่องบินสำหรับนักศึกษา หากมีการจองตั๋วล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน บางครั้งจะได้ตั๋วราคาประหยัด

การซื้อของ

ราคาสินค้านั้นไม่เหมือนกันทุกร้าน ถึงแม้จะเป็นของชนิดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกันก็ตาม ก่อนซื้อของควรเปรียบเทียบราคาจากร้านต่าง ๆ เสียก่อน

ร้านขายของชำราคาประหยัดที่มีอยู่ทั่วเยอรมนีได้แก่ dm, Schlecker, Edeka, Lidl, Penny Markt, ALDI, Plus เป็นต้น ถึงแม้ว่าราคาสินค้าของเยอรมันจะขึ้นกับคุณภาพของสินค้า แต่ก็ไม่เป็นจริงเสมอไป เนื่องจากสินค้าบางส่วนไม่ได้ผลิตในเยอรมนี ราคาสินค้าที่ตั้งขึ้นมาเป็นราคาที่ตั้งขึ้นตามความพอใจของผู้ขาย ดังนั้น หากต้องการซื้อของที่มีราคาประหยัดจริงๆ ก่อนจะซื้อก็ควรจะสำรวจตลาดสักเล็กน้อย ว่าร้านใดขายราคาต่ำสุด

เมื่อซื้อสินค้าไปแล้ว หากสินค้านั้นมีข้อบกพร่องหรือไม่สามารถใช้ได้ สามารถขอคืนของได้ภายใน 2 ทั้งนี้ ต้องมีใบเสร็จรับเงินแสดงเป็นหลักฐานทุกครั้ง ดังนั้น หลังจากจ่ายเงินควรขอใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง หากต้องซื้อของจากหลายร้าน และต้องถือสินค้าอีกร้านหนึ่งเข้าไปพร้อมกัน เนื่องจากร้านค้าไม่มีที่ฝากของ ควรแน่ใจว่ามีใบเสร็จรับเงินของสินค้าที่ซื้อไว้แล้ว มิฉะนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้

ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล มักจะมีการลดราคาิสินค้า โดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย เพื่อนๆ สามารถเลือกหาสินค้าได้ในราคาประหยัดในช่วงนี้

ไปรษณีย์

ค่าส่งทางไปรษณีย์ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของจดหมายและพัสดุ ซึ่งถูกกำหนดเอาไว้ตายตัว แผ่นพับข้อมูลต่างๆ สามารถหาได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ หรือถามที่เคาน์เตอร์ แสตมป์ ที่ขายมีสองแบบ คือแบบทั่วไปและแบบสะสม (Sonderbriefmarken) สามารถเลือกซื้อได้จากที่ทำการไปรษณีย์ทั่วไป หากอยู่เมืองชายแดน เป็นต้นว่า อยู่ใกล้เนเธอร์แลนด์หรือฝรั่งเศส สามารถข้ามไปใช้บริการไปรษณีย์ในอัตราประหยัดกว่าได้

อัตราปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) คือ ค่าส่งจดหมาย (น้ำหนักไม่เกิน 20 กรัม) ภายในประเทศเยอรมนีและยุโรป 0.55 ยูโร โปสการ์ด 0.45 ยูโร สำหรับต่างประเทศ 1.50 และ 1.00 ยูโร ตามลำดับ

รายละเอียด www.post.de

โทรศัพท์

บัตรโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์เยอรมัน (Deutsche Telekom) มีหลายราคาใช้กับโทรศัพท์สาธารณะที่มีอยู่ทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีบัตรโทรศัพท์แบบพิเศษ มักจะขายตามร้าน Asia Shop หรือ Afro Shop เจ้าของบัตรจะต้องใส่รหัสก่อนใช้ทุกครั้ง อัตราค่าโทรศัพท์ของบัตรประเภทนี้จะถูกกว่าบัตรโทรศัพท์ของ Deutsche Telekom โดยเฉพาะเมื่อโทรกลับไปประเทศไทย

หากต้องการติดตั้งโทรศัพท์ภายในห้องพักต้องทำการตกลงกับเจ้าของห้องพักเสียก่อน จึงจะไปติดต่อขอติดตั้งโทรศัพท์จาก Deutsche Telekom ได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมในการติดตั้งครั้งแรก 50 ยูโร หรือขอใช้เบอร์เก่าที่มีอยู่ จะเสียค่าธรรมเนียมครั้งแรกเพียง 25 ยูโร และถ้าหากย้ายที่พักต้องไปแจ้งยกเลิกโดยอาจจะขอรักษาเบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อที่ว่าในการติดตั้งครั้งต่อไปสามารถขอใช้เบอร์โทรศัพท์เดิมได้ และเสียค่าธรรมเนียมในการติดตั้งลดลง บางช่วงของปีบริษัทจะทำการลดค่าธรรมเนียมในการติดตั้ง หรือไม่คิดค่าติดตั้งใดๆ ส่วนค่าโทรศัพท์นั้นแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่วงเวลาที่ใช้และความใกล้ไกล

ปัจจุบันนักศึกษาสามารถเลือกใช้บริการจากบริษัทเอกชนอื่น ซึ่งเสนออัตราโทรศัพท์ต่ำกว่า Deutsche Telekom ได้ โดยใช้วิธีหมุนรหัสของบริษัทที่ให้บริการตามด้วยเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการ อาจจำเป็นต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกก่อน รายละเอียดเพิ่มเติมหาได้จาก http://www.billiger-telefonieren.de/ ค่าโทรศัพท์ของบริษัทอื่นๆ นั้นเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้นควรตรวจสอบราคาอยู่บ่อยๆ

สำหรับคนที่ต้องการใช้อินเตอร์เน็ทเป็นเวลานาน ขอแนะนำให้ติดตั้งโทรศัพท์บ้านพร้อมกับติดตั้ง ISDN หรือ DSL ซึ่งหมายถึงค่าบริการที่เพิ่มสูงไปด้วย ISDN มีข้อดี คือเราจะได้เบอร์โทรศัพท์ 3 เบอร์ เหมาะสำหรับบ้านที่มีสมาชิกหลายคน มีบริการคล้ายเครื่องตอบรับฟรี และวันอาทิตย์โทรภายในเยอรมนีฟรี เป็นต้น การต่อเข้าอินเตอร์เน็ทต้องหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็ม ขณะที่สัญญานความถี่ของ DSL นั้นแตกต่างจากของโทรศัพท์ ทำให้สามารถเข้าอินเตอร์เน็ทและใช้โทรศัพท์ภายในเวลาเดียวกันได้

การติดตั้ง ISDN และ DSL นั้น ปัจจุบัน Deutsche Telekom ไม่ได้ผูกขาดเพียงบริษัทเดียว บริษัทอื่นๆ มักจะมีข้อเสนอที่ดีไม่แพ้กัน ตัวอย่างบริษัทเหล่านี้ เช่น Arcor, Versatel เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัท Cable TV หลายบริษัทได้เปิดให้บริการอินเตอร์เนต ซึ่งมักจะมีความเร็วเทียบเท่ากับ DSL ในกรณีนี้มีข้อดีคือ ไม่จำ้เป็นต้องเปิดโทรศัพท์ก็สามารถมีอินเตอร์เนตไว้ใช้ได้

สำหรับผู้ต้องการใช้บริการโทรศัพท์มือถือก็มีบริษัทต่าง ๆ เช่น O2, Vodafone, E-plus ให้เลือกใช้บริการ อัตราแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเภทของสัญญาที่ทำ บางบริษัทลดค่าธรรมเนียมเป็นพิเศษให้กับนักเรียนนักศึกษา

ธนาคาร

นักศึกษาที่อายุต่ำกว่า 30 ปีสามารถขอเปิดบัญชีธนาคารประเภทนักศึกษาได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม (Gebühr) ดอกเบี้ยเงินฝากในเยอรมนีอยู่ที่ 1-2% Deutsche Bank และ Dresdner Bank เป็นธนาคารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น HypoVereinsbank และ Commerzbank เป็นธนาคารขนาดกลาง Citibank ให้บริการเครดิตการ์ดซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในการเดินทาง หากพกเครดิตการ์ดจะสะดวกกว่าพกเงินสด Postbank มีอยู่ทุกเมือง จะตั้งอยู่ที่ที่ทำการไปรษณีย์ วันเสาร์เปิดทำการครึ่งวัน Sparkasse เปรียบได้กับธนาคารออมสินของแต่ละรัฐ มีอยู่เกือบทุกหัวมุมเมือง ในบางเมืองเช่นที่ Stuttgart มีชื่อต่างไปคือ LBBW

บัญชีเงินฝากแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

  • ประเภทออมทรัพย์ (Sparkonto) ใช้ถอน-ฝากได้ แต่ไม่สามารถใช้โอนเงินไปต่างสาขาหรือต่างธนาคารได้
  • ประเภทเผื่อเรียก (Girokonto) สำหรับบัญชีประเภทนี้ นักศึกษาจะได้บัตร ATM ควบคู่มาด้วย นอกเหนือจากบริการฝาก-ถอนแล้ว ยังสามารถใช้โอนเงินได้ด้วย ในเยอรมนี การจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ ทำโดยการโอนเงินผ่านธนาคาร ดังนั้นทุกคนจึงควรมีบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียก

บริการของธนาคาร

  • การโอนเงิน (Überweisung)นักศึกษาจะได้รับเงินค่าใช้จ่าย หรือสั่งจ่ายผ่านธนาคารโดยการโอน การโอนเงินในประเทศระหว่างสาขาและระหว่างธนาคารจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน และไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด การโอนเงินระหว่างประเทศอาจใช้เวลาถึง 1 อาทิตย์ และเสียค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม การโอนเงินจากประเทศไทยมายังเยอรมนีใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น หากธนาคารที่ประเทศไทยทำการส่งแฟ็กซ์ แจ้งมายังธนาคารในประเทศเยอรมนี
  • การสั่งจ่ายประจำ (Dauerauftrag) ใช้สำหรับการสั่งจ่ายเงินจำนวนสม่ำเสมอในระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้นว่า ค่าเช่าบ้าน ค่าประกันสุขภาพ นักศึกษาสามารถแจ้งกับธนาคารให้ทำการโอนเงินทุกเดือนไปยังหมายเลขบัญชีที่แจ้งไว้ โดยไม่จำเป็นต้องกรอกใบโอนเงินทุกครั้งไป
  • การมอบอำนาจสั่งจ่าย (Lastschrift หรือ Einzugsermächtigung) เมื่อนักศึกษาทำสัญญา เป็นต้นว่า การเช่าห้อง การทำประกันสุขภาพ การจ่ายค่าไฟ ในบางครั้งอาจจะต้องทำ Lastschrift ให้ธนาคารจ่ายเงินตามที่คู่สัญญาอีกฝ่ายแจ้งยอดเงินไป เนื่องจากเจ้าของห้องในบางครั้งต้องการหลักประกันว่านักศึกษาต้องจ่ายค่าเช่าห้องทุกเดือน โดยไม่ต้องรอให้นักศึกษาทำการโอนเงินเข้าบัญชีเจ้าของห้องทุกครั้งไป หรือในการทำประกันสุขภาพ บางครั้งอัตราการทำประกันมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทประกันสุขภาพสามารถแจ้งธนาคารให้หักเงินจากบัญชีนักศึกษาตามค่าประกันที่เป็นจริงขณะนั้น โดย นักศึกษาไม่ต้องถามบริษัทประกันสุขภาพทุกครั้งว่าต้องโอนเงินเป็นจำนวนเท่าใด
  • การขอทำบัตรจ่ายเงินอิเล็คทรอนิค (Electronic Cash หรือ EC) บัตรจ่ายเงินประเภทนี้สามารถใช้จ่ายแทนเงินคล้ายบัตรเครดิต ต่างกันตรงที่ต้องมีเงินอยู่ในบัญชี ห้างร้านค้าและซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไปยอมรับบัตรนี้ และสามารถใช้บัตรนี้เบิกเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้ ถ้ามีบัตรเอทีเอ็มของบัญชี Girokonto อยู่แล้ว นักศึกษาสามารถขอธนาคารเพิ่มบริการนี้ลงไปในบัตรเดิมได้ ทั้งนี้ ธนาคาร Deutsche Bank, Dredsner Bank, Commerzbank และ HypoVereinbank มีข้อตกลงร่วมกัน ให้ลูกค้าของตนสามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มของอีกธนาคารหนึ่งโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
  • การขอทำบัตรเครดิต นักศึกษาสามารถขอทำบัตรเครดิตกับธนาคารได้ โดยต้องเสียค่าธรรมเนียมประมาณ 20 ยูโรต่อปี อาจมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ขึ้นกับธนาคาร

เมื่ออยู่ในมหาลัย

การวางแผนการเรียน

เทคนิคการเรียนให้รอด

ผ่านมาแล้วกับช่วงแรกของการมาอยู่เยอรมนี บ้านก็มีอยู่แล้ว ภาษา... ในที่สุดก็ฝ่าฟันอุปสรรคด่านนี้มาได้ เข้ามหาวิทยาลัยได้เสียที แต่เข้ามาแล้ว มีนักศึกษาหลายคนเกิดอาการมึนงง ไม่ใช่แค่นักศึกษาไทย แต่นักศึกษาเยอรมันเองก็เช่นกัน ระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยในเยอรมันเป็นแบบ “อตหิ อตโน นาโถ” - ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่างแท้จริง ไม่มีใครมาบอกคุณว่าจะต้องเข้าเรียนที่ไหนเมื่อไหร่ ต้องเรียนอะไรกับใคร ไม่มีการเช็คชื่อเข้าชั้นเรียน แทบไม่มีการบ้านส่ง ถึงเวลาสอบ ไปลงทะเบียนสอบแล้วไปเข้าสอบอย่างเดียว คุณต้องจัดการกับระบบการเรียนของคุณเองทุกอย่าง วุ่นวายแบบนี้... จะเริ่มจากไหนดี

ประการแรก

อย่าพลาดปฐมนิเทศของนักศึกษาใหม่ อาจจะมาในนามเก๋ไก๋ว่า Erstsemestertag, Erstsemestereinführung, Erstsemesterfrühstück (อันนี้มีข้าวเช้าให้ด้วย) ในวันน้องใหม่นี้ คุณจะได้รับคำแนะนำจากนักศึกษารุ่นโตหรือตัวแทนจาก Fachschaft - Fachschaft คือกลุ่มตัวแทนนักศึกษาของแต่ละคณะที่มีสิทธิมีเสียงในการเรียกร้องสิทธิเกี่ยวกับการบริหารและการเรียนการสอนของคณะ Fachschaft ยังเป็นแหล่งรวบรวมข้อสอบเก่า หนังสือเก่าและเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดปาร์ตี้คณะ - นักศึกษาผู้มีประสบการณ์เหล่านี้จะมาแนะนำน้องใหม่ให้รู้จักกับกฎระเบียบการสอบ Prüfungsordnung ย่อว่า PO – PO ซึ่งส่วนมากจะใช้ภาษาเขียนที่ยากและมักจะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง บอกทุกอย่างว่าด้วยกฎระเบียบการสอบ จะเรียนจบต้องผ่านอะไรบ้าง เช่นวิชาไหนต้องสอบ วิชาไหนต้องเรียนก่อนถึงจะเรียนอีกวิชาได้ ต้องสอบวิชาไหนให้ผ่านบ้างภายในเวลาเท่าไหร่ ตกแล้วสอบซ่อมได้กี่ครั้ง ฯลฯ รุ่นพี่จะเป็นผู้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่าด้วยเรื่องเทคนิคการเรียน อาจารย์คนไหนโหด ใจดี ควรลงวิชาไหนเทอมอะไร ปฐมนิเทศสำคัญมาก ไม่ควรพลาดเลย

ประการที่สอง

คุณควรจะเรียนรู้ว่าแหล่งข้อมูลมีอยู่ที่ไหนบ้างและหาให้เป็น เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดในมหาวิทยาลัยมาก มีข้อมูลมากมายที่คุณต้องให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นประกาศบอกเวลาสอบ ประกาศลงทะเบียนสอบ ตารางเวลาเรียน หัวข้อที่สอนแต่ละอาทิตย์ script แต่ละวิชาซื้อได้ที่ไหน sheet ไหนที่ต้องโหลดเพิ่มเติมก่อนเรียน หนังสือที่ต้องอ่านก่อนเข้าเรียน อีกร้อยแปดประการ ส่วนมากข้อมูลพวกนี้จะหาได้ในเว็บไซต์ของผู้เี่กี่ยวข้อง เช่นของอาจารย์ผู้สอน ของ Studienbüro (Student Office) ถ้ามี mailing list ของคณะควรลงชื่อเข้าไปอย่างยิ่ง เพราะข่าวใหม่ๆหรือประกาศของมหาวิทยาลัยจะผ่านมาทางนี้ ถ้าคุณไปอยู่มหาวิทยาลัยที่ใช้เทคโนโลยีน้อยหน่อยก็ต้องหมั่นไปดูประกาศตามกระดานหน้า office สำคัญต่างๆ แต่ขอย้ำว่าจะไม่มีใครมาบอกหรือเตือนคุณว่าให้ไปดูโน่นทำนี่ คุณต้องหมั่นหาและตามเอาเอง เพราะฉะนั้นควรฝึกการบริหารข้อมูลตรงนี้ให้เป็น

ประการที่สาม

คุณควรใช้หอสมุดให้เป็น การเรียนในเยอรมนี ไม่ใช่ว่าศาสตราจารย์ท่านจะมาประเคนความรู้ใส่ช้อนเข้าปากนักศึกษา แต่ส่วนมากแล้ว อาจารย์จะให้ความรู้คร่าวๆ หลักสำคัญๆ แล้วนักศึกษาต้องไปค้นคว้าหาอ่านเพิ่มเติมให้ความรู้ครบถ้วนเอาเอง (แต่เวลาสอบ สอบความรู้ครบทุกประการ!) การหาหนังสือหรือบทความอ่านเพิ่มเติม การค้นคว้าข้อมูลทำรายงาน จึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของนักศึกษาที่นี่ หอสมุดของมหาวิทยาลัยส่วนมากมีระบบค้นหาหนังสือทางคอมพิวเตอร์ (OPAC) รวมทั้งอาจมีการจัดแนะนำการใช้บริการต่างๆของหอสมุดในต้นเทอมการศึกษา นอกจากหนังสือแล้ว หอสมุดส่วนมากยังมีบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลขององค์กรใหญ่ๆ องค์กรอื่น มีประโยชน์มากในการหาบทความหรือยืมหนังสือจากต่างสถาบัน

Immatrikulation & Rückmeldung

Immatrikulation คือการลงทะเบียนเป็นนักศึกษานั่นเอง จะทำครั้งแรกเมื่อเข้าไปเรียนใหม่ เมื่อลงทะเบียนเสร็จจะได้ใบยืนยันการลงทะเบียน Immatrikulationsbescheingung ซึ่งใบนี้นำไปขอทำบัตรนักศึกษาและบัตรตั๋วรถเมืองได้

Rückmeldung คือการต่อสถานะภาพการเป็นนักศึกษา ส่วนมากจะทำโดยการไปจ่ายเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาประจำภาค Studienbeitrag เวลากำหนดสำหรับ Rückmeldung ส่วนมากจะอยู่ก่อนหมดเทอมเล็กน้อย ควรระวังเพราะถ้าลืมอาจจะพ้นสภาพนักศึกษา หรือว่าต้องเสียค่าธรรมเนียมการลืมเพิ่มเติม

มีคำถาม...ไปหาใครได้

เนื่องจากต้องจัดการกับชีวิตการเรียนเองทุกอย่าง หลายครั้งนักศึกษาอาจมีคำถามหรือปัญหาคาใจ มหาวิทยาลัยในเยอรมนีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่กองกิจการนักศึกษา Studentenwerk ซึ่งดำเนินการโดยรัฐ มีหน่วยงานต่างๆเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่มีคำถามหรือมีปัญหา

ถ้ามีคำถามวิชาการทั่วไป เช่น จะเรียนอะไรดี เรียนที่ไหนได้บ้าง จบแล้วได้วุฒิอะไร การลงทะเบียนสอบ ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาทำอย่างไร คำถามเหล่านี้ไปถามได้ที่ Studienbüro (Student Office)

ถ้ามีคำถามวิชาการเฉพาะเจาะจง เช่น เกี่ยวกับวิชาที่เลือกเรียน จะเรียนหลายๆวิชาผสมกัน ทำได้หรือไม่และทำอย่างไร มีคำถามเกี่ยวกับการให้คะแนน หรือคำถามเกี่ยวกับ Prüfungsordnung ให้ลองแวะไปถามที่ Fachstudienberatung แต่ละคณะจะมีบุคคลากรทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในด้านวิชาการ

ถ้าเรียนเนื้อหาของวิชาไม่รู้เรื่อง ขอให้ไปถามคนสอน ไม่ว่าจะเป็นตัว Professor เอง หรือเป็นผู้ช่วย Mitarbeiter ของเขาก็ตาม ผู้สอนจะมีชั่วโมง Sprechstunde เป็นเวลาแน่นอนตายตัวหนึ่งช่วงในสัปดาห์ ที่เปิดให้ใครเข้ามาถามก็ได้ บางทีถ้าอาจารย์ยุ่งมาก อาจจะต้องนัดเวลา หรือบางทีอาจจะต้องต่อคิวนานหน่อย แต่ถึงกระนั้น Sprechstunde เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอให้ยึดคติ “ด้านได้อายอด” อย่าเหนียมอายที่จะเข้าไปหาอาจารย์แล้วให้เขาอธิบายสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

คงจะมีสักครั้งในชีวิตนักศึกษา ที่ต้องเขียนรายงานส่งอาจารย์ ส่วนมากจะรู้จักรายงานเหล่านี้ในนามว่า Hausarbeit หรือ Studienarbeit บางคนต้องเขียนมาก บางคนเขียนน้อย ครั้งแรกๆอาจจะไม่แน่ใจว่าการเขียนรายงานวิชาการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือไปคุยกับศาสตราจารย์หรือผู้ช่วยให้ชัดเจนเกี่ยวกับหัวข้อของงานที่จะเขียน และพยายามเข้าไปคุยระหว่างที่กำลังเขียนด้วย เผื่อว่าเกิดเขียนไปเขียนมาเริ่มออกนอกลู่นอกทาง อาจารย์จะได้แนะนำให้กลับเส้นทางเดิมได้ทันเวลา ถ้าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเขียนรายงานวิชาการเลย และไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ของแนะนำให้ถามบรรณารักษ์ให้ช่วยแนะนำหนังสือว่าด้วยการเขียน Hausarbeit มีมากมายและมีประโยชน์มาก

อีกหน่วยงานหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับนักศึกษาต่างชาิติคือ Akademisches Auslandsamt (International Office) ซึ่งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ การสอบและการเรียนภาษาเพิ่มเติมในมหาวิทยาลัย ถึงจุดนี้ Akademisches Auslandsamt คงเป็นที่รู้จักดีของนักศึกษาทุกๆ คน เพราะคือหน่วยงานรับสมัครนักศึกษาต่างชาตินั่นเอง

นอกเหนือจากหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาทางวิชาการแล้ว ทาง Studentenwerk ยังจัดบริการให้คำแนะนำด้านชีวิตและสังคมทั่วๆไปสำหรับนักศึกษาอีก

ถ้ากำลังวิตกกังวล คิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน สภาวะทางบ้าน ปัญหาการเงิน หรือแม้กระทั่งเรื่องของหัวใจ ต้องการคนคุยด้วย ให้คำปรึกษาและระบายความอัดอั้นตันใจ สามารถแวะไปที่ Psychotherapeutische Beratung หน่วยงานให้คำปรึกษาด้านจิตใจ มีนักจิตวิทยารับฟังปัญหาและให้คำแนะนำ

นอกเหนือจากหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องจิตใจแล้ว ยังมีอีกหน่วยงานหนึ่งซึ่งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสังคมทั่วๆไป Allgemeine Sozialberatung ให้คำแนะนำเกี่ยวกับทุกๆเรื่อง ตั้งแต่หาบ้าน หางาน หาเงิน หาทุนสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการเงิน ฯลฯ

และหน่วยงานที่สามคือ Rechtsberatung หน่วยงานให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ทางหน่วยงานไม่มีทนายความให้ แต่ว่าสามารถแนะนำทนายความหรือหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องต่อให้ได้้

สอบถามที่ตั้งของหน่วยงานและเวลาเปิดทำการได้ตามบูธให้ข้อมูลหรือในเว็บไซต์ของ Studentenwerk ในแต่ละเืมือง

กิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยในเยอรมนีมีกลุ่มนักศึกษาที่จัดกิจกรรมมากมายหลายกลุ่ม กลุ่มที่สำคัญเช่น AStA (Allgemeiner Studierendenausschuss) เป็นกลุ่มตัวแทนนักศึกษาในสภามหาวิทยาลัย มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของนักศึกษาทั้งเรื่องในและนอกมหาวิทยาลัย นอกจากเรื่องการเมืองภายในแล้ว AStA ยังจัดโปรแกรมกีฬา วัฒนธรรม และเป็นแกนนำในการจัดปาร์ตี้ใหญ่ๆของมหาวิทยาลัย

นอกจาก AStA แล้ว ยังมีกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาอื่นๆอีกมากมาย มีกลุ่มการเมืองต่างๆ ใครชอบพรรคแดง ดำ เขียวก็ไปร่วมได้ มีกลุ่มทางศาสนา กลุ่มนักเรียนต่างชาติ เช่น Aisec กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แต่ละกลุ่มจะจัดกิจกรรมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่นจัดสัมมนา พูดคุย ถกเถียง ปาร์ตี้ ทัศนศึกษา ใครสนใจกิจกรรมกลุ่มไหนก็ไปร่วมได้ จะมีใบปลิวประกาศกิจกรรมที่แต่ละกลุ่มกำลังจัดอยู่ทั่วมหาิวิทยาลัยและในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัยมีโปรแกรมกีฬาจัดให้กับนักศึกษา สามารถหาข้อมูลได้ว่ามีอะไรบ้างตามใบปลิวของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ส่วนมากวางอยู่ที่โรงอาหารเช่นกัน

วัฒนธรรมอีกอย่างของนักศึกษาเยอรมันคือการมี Stammtisch - โต๊ะประจำในบาร์ Kneipe ที่ใดที่หนึ่งในเมือง นักศึกษาจะนัดไปเจอกัน อาจสั่งเบียร์แล้วพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียน ชีวิต การเมืองเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมการนั่งคุยระหว่างดื่มเบียร์เป็นที่นิยมไม่ใช่แค่โดยนักศึกษา แต่เป็นที่นิยมโดยคนเยอรมันทั่วไป เป็นโอกาสดีที่จะทำความรู้จักกับคนเยอรมัน เรียนรู้ทัศนคติของคนชาตินี้นอกห้องเรียน และหาเพื่อนใหม่ไปในตัว... Prost

ทำงานระหว่างเรียน

บทความนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามของเพื่อนๆ ที่ถามกันเข้ามามากในเว็ปบอร์ดของ สมาคมนักเรียนไทยฯ เกี่ยวกับเรื่องการเรียนไปและหางานทำไปในเยอรมัน สำหรับเพื่อนๆ ที่ กำลังคิดที่จะมาเรียนต่อที่นี่ แต่ยังไม่แน่ใจว่ามีเงินพอมากน้อยแค่ไหน และโอกาสความเป็น ไปได้ที่จะหางานพิเศษทำให้เพื่อนๆ ลองอ่านเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณามาเรียนต่อที่นี่ดู

(เรื่องที่ผมเขียนนี้ เป็นข้อมูลกว้างๆ แต่ในกรณีเฉพาะลงไป ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะไม่ตรง กับสิ่งที่เพื่อนอีกหลายๆ คนในเยอรมันประสบมาโดยตรง ขึ้นกับสภาพแวดล้อม ปัจจัย พื้นความรู้ ภาษาเยอรมันของแต่ละคน โชคดวง ฯลฯ ที่แตกต่างกันออกไป หรือเนื่องจากในบางเมืองอาจ จะหางานพิเศษทำได้ยากง่ายต่างกัน)

การหางานพิเศษทำในที่นี้ ผมขอพูดในแง่ของงานที่ ถูกต้องตามกฎหมาย เท่านั้น ดังนั้น สิทธิที่เราจะทำงานได้หรือไม่ได้ ถูกระบุไว้ชัดเจนในวีซ่านักเรียน/นักศึกษา ซึ่งจะเป็นวีซ่า 3 เดือน, 6 เดือน หรือวีซ่า 1-2 ปีก็แล้วแต่ จะระบุไว้ว่า Erwerbstätigkeit nicht gestattet ซึ่งหมายความว่า ห้ามทำงานใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเราได้วีซ่ามาเรียน ไม่ใช่ว่าได้วีซ่ามาทำงาน ดังนั้นเราจะไม่มีสิทธิที่จะได้รับใบอนุญาตทำงานที่เรียกว่า Arbeitserlaubnis

แต่กฎก็มีข้อยกเว้นหรือผ่อนผันได้ สำหรับผู้ที่ได้วีซ่าเรียนแบบถาวร (1-2 ปี) ในเยอรมัน ซึ่งวีซ่าประเภทนี้ จะได้ก็ต่อเมื่อเราได้ใบตอบรับเข้าเรียนจากมหาลัย (Zulassung) หรือเราลง ทะเบียนเป็นนักศึกษาของมหาลัยแล้ว โดยจะระบุในวีซ่าไว้ว่า Beschäftigung bis zu 90 ganzen oder 180 halben Arbeitstagen im Kalenderjahr gestattet ซึ่งหมาย ความว่า เค้าผ่อนผันให้เราสามารถทำงานได้ไม่เกิน 90 วัน (เต็มวัน) หรือ 180 วัน (ครึ่งวัน) ต่อปี หรือในกรณีที่เราจะฝึกงานที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการเรียนก็จะได้รับการยกเว้นด้วย

ขอเสริมว่าโดยปกติแล้ว ค่าจ้างงานพิเศษตกชั่วโมงละประมาณ 6 ยูโรเป็นอย่างต่ำ และการทำงานถูกต้องตามกฎหมาย เราจะต้องมีใบชี้แจงภาษีเงินได้ที่เรียกว่า Lohnsteuerkarte ไปให้กับผู้จ้างงานของเรา ซึ่งใบนี้ขอได้จากศาลาว่ากลางจังหวัด (Rathaus) โดยไม่ยาก

ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ ก็เป็นข้อมูลสำหรับการหางานพิเศษทั่วๆ ไป คราวนี้มาถึงกรณี ทำงานที่เฉพาะลงไป ที่ผมอยากจะแนะนำนี้ก็หมายถึงงานที่เรียกว่า HiWi (ฮีวี่) ซึ่งย่อมาจาก Wissenschaftliche Hilfskraft เป็นงานผู้ช่วยสำหรับนักศึกษาในมหาลัย ซึ่งอาจเป็น job ชั่วคราวหรือระยะยาวก็ได้ แล้วแต่ลักษณะของงาน ซึ่งถือว่างานพวกนี้เป็นการช่วยเหลือ นักศึกษา โดยมีค่าจ้างตกชั่วโมงละประมาณ 8 ยูโร (หรือผู้จ้างอาจเป็นบริษัทเอกชนก็ได้) ลักษณะของงานหลายหลายและใช้ความรู้ความสามารถพิเศษมากน้อยต่างกัน ตั้งแต่จากงาน เสมียนธรรมดา หรือเตรียมแผ่นใส เขียนเว็ปไซท์ ดูแลเน็ทเวิร์ค คุมแล็ป จนถึงงานเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือช่วยวิจัย ฯลฯ ซึ่งงานเหล่านี้ นักศึกษาสายวิศวะและทางสายวิทยา ศาสตร์ จะมีโอกาสมากกว่าสาขาอื่นมาก ทั้งนี้และทั้งนั้น ขึ้นอยู่ด้วยว่า คณะนั้น มหาลัยนั้น มีเงินสนับสนุนมากน้อยแค่ไหนด้วย มหาลัยที่เงินน้อย นักศึกษาต้องตบตีแย่งชิงกันหน่อย กว่าจะได้งานพวกนี้มาทำ เนื่องจากเป็นงานสบาย ใช้วิชาความรู้ ไม่ต้องไปแบกหาม

ผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่า การทำงาน HiWi นั้น ไม่ได้มีประโยชน์ในแง่ได้เงินได้ หรือ ประสบการณ์ความรู้ที่จะได้เพียงอย่างเดียว แต่ประโยชน์ทางอ้อมที่จะได้คือ ได้ความสัมพันธ์ ส่วนตัวกับผู้ช่วยและโปรเฟสเซอร์ในสถาบันนั้นๆ เรียกว่า Beziehung (คล้ายๆ กับเส้นสายนิดๆ) ซึ่งเราสามารถขอความช่วยเหลือหรือพึ่งพาเค้าได้ ในกรณีที่เราอยากจะหาที่ฝึกงาน (ซึ่งโอกาส สำหรับนักศึกษาต่างชาติในการสมัครหาที่ฝึกงานเองนั้นยากกว่า) หรือในกรณีที่เราจะทำ Studienarbeit หรือ Diplomarbeit ในอนาคต

ถ้างาน HiWi ที่ได้ ไม่เกินขอบเขตของวีซ่าที่กำหนดไว้ เราก็จะมีสิทธิทำได้ทันที แต่ถ้า เป็น job ที่มากกว่านั้น เราก็ยังมีสิทธิทำเช่นกัน แต่เราต้องไปทำเรื่องขอผ่อนผันในวีซ่าก่อน (คือ ไปขอแก้ไขเพิ่มเติมในวีซ่าว่า ให้เราสามารถทำงาน HiWi เป็นจำนวน XX ชั่วโมงต่อเดือนได้) ซึ่งแต่ละมหาลัย แต่ละเมือง มีขั้นตอนการขอยากง่ายซับซ้อนต่างกัน ถ้าเราโชคดี เจ้านายเรา หรือเลขาที่สถาบันรับไปเดินเรื่องให้ เราก็จะสบายมาก แต่ถ้าต้องเดินเรื่องเอง ผมขอบอกว่า ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมที่ได้ทำเอาไว้ก็แล้วกันครับ เพราะยุ่งยาก เนื่องจากต้องไปขอเดินเรื่องกับ Akademisches Auslandsamt และ Arbeitsamt และสุดท้ายจึงเอาหลักฐานทั้งหมดไปขอ แก้ไขเพิ่มเติมในวีซ่ากับที่ Rathaus ได้

มาถึงเรื่องการแอบทำงานโดยผิดกฎหมาย หรือที่เรียกว่า Schwarzarbeit เรื่องนี้ผมขอ พูดแค่ว่า มีคนเค้าแอบทำกันทั่วไป ทั้งคนเยอรมันและคนต่างชาติ ถ้าถูกจับได้ผู้แอบทำถูกปรับ ไม่เกิน 5,000 ยูโร ผู้แอบจ้างถูกปรับไม่เกิน 250,000 ยูโร เรียกว่า ถ้าถูกจับได้ก็หมดอนาคต ไปเลยทั้งผู้ทำและผู้จ้าง ผมไม่ขอลงรายละเอียดมากกว่านี้ และไม่ขอแนะนำให้ทำงานพวกนี้ ด้วย งานในร้านอาหารไทย เค้าจะจ้างเราแบบถูกกฎหมายหรือแอบจ้างก็ได้ แต่ถ้าผมเป็น เจ้าของร้านเอง ผมคงไม่เสี่ยงครับ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่า เราไม่ได้ไปเดินหางานพิเศษทำแต่เพียงผู้เดียว คนเยอรมันและ นักศึกษาต่างชาติอื่นๆ เค้าก็หางานทำด้วยเหมือนกัน ถ้าภาษาเยอรมันเราไม่แข็งแรงพอ (หรือ ไม่ได้มีความสามารถที่พิเศษจริงๆ) โอกาสที่เราจะได้งานทำก็ย่อมน้อยกว่า หรือจะไปเดินเรื่อง ขอทำงานเองก็ลำบาก แม้กระทั่งจะเป็นเด็กเสริฟในร้านอาหารไทย เราก็จำเป็นต้องพูดภาษา เยอรมันได้ งานล้างจานมันหมดสมัยแล้วเพราะเค้าใช้เครื่องล้างจานกันหมดแล้ว สำหรับเพื่อนๆ ในเยอรมันหลายๆ คนที่ได้งานพิเศษทำกัน โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่ภาษาเยอรมันไม่แข็งแรง ผมขอบอกว่า ท่านเป็นผู้ที่โชคดีมากคนหนึ่งครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

เครื่องมือส่วนตัว
เริ่มต้นใช้งาน